BLOG

วิธีทำเครื่องดื่มเพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นผู้สูงวัยของคนญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ชายเมื่ออายุเลย 40 ปีจะมีปัญหากลิ่นผู้สูงวัย (Aging odor) ตามที่ ANNGLE  ได้นำเสนอไปแล้ว วันนี้เรามาแนะนำวิธีการป้องกันการเกิดกลิ่นตัวจากการสูงวัยด้วยเมนูเครื่องดื่มที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้ลองนำไปทำดูกันนะคะ

สาเหตุของการเกิดกลิ่นผู้สูงวัยและอาหารที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นผู้สูงวัย

การเกิดกลิ่นผู้สูงวัยนั้นเกิดจากเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นบวกกับการมีความเครียดสะสมทำให้มีการสะสมของสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มขึ้น สารอนุมูลอิสระจะไปเร่งให้เกิด 2-Nonenal ซึ่งเป็นอัลดีไฮด์ชนิดไม่อิ่มตัวที่ก่อให้เกิดกลิ่นผู้สูงวัยตามมา ดังนั้นการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี และแคโรทีนจะมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลช่วยลดการเกิดอัลดีไฮด์ชนิดไม่อิ่มตัวได้

เครื่องดื่มเพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นผู้สูงวัย

เครื่องดื่มเพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นผู้สูงวัยนั้นมาจากส่วนผสมสำคัญได้แก่ แครอท ซึ่งอุดมไปด้วยแคโรทีน น้ำส้ม 100 เปอร์เซนต์ ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามินซีและกรดซิตริก ซึ่งช่วยในการย่อยสลายแอมโมเนียที่เกิดขึ้นในร่างกายป้องกันการเกิดกลิ่นตัว อีกทั้งยังมีน้ำผึ้งที่อุดมไปด้วยน้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ซึ่งช่วยปรับให้สิ่งแวดล้อมในลำไส้ดี ป้องกันการสร้างแอมโมเนียในลำไส้ ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันกลิ่นผู้สูงวัยแล้ว ส่วนผสมในเครื่องดื่มยังช่วยลดกลิ่นเหงื่อได้ด้วย

วัตถุดิบ (สำหรับการดื่ม  2 ครั้ง)

  • แครอทดิบ 1 หัวประมาณ 160 กรัม
  • น้ำส้ม 100 เปอร์เซนต์ 300 มิลลิลิตร
  • น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำ 50 มิลลิลิตร

วิธีทำ

  1. นำแครอทมาปอกเปลือกและหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก จากนั้นนำเข้าเครื่องปั่นและเติมน้ำ 50 มิลลิลิตรลงไปแล้วปั่นเป็นเวลาประมาณ 30 วินาทีหรือจนแครอทละเอียด
  2. เติมน้ำส้มและน้ำผึ้งลงไปปั่นจนเข้ากัน จากนั้นจึงเทใส่แก้วหรือภาชนะฝาปิด แบ่งครึ่งหนึ่งดื่มในตอนเช้าและอีกครึ่งเก็บใส่ตู้เย็นไว้ดื่มในวันถัดไป

วิธีการดื่มเครื่องดื่มเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันกลิ่น

วิธีการดื่มที่ดีคือการดื่มในตอนเช้าของทุกวันเพื่อให้สารอาหาร ได้แก่ แคโรทีน วิตามินซี กรดซิตริก และโอลิโกแซคคาไรด์ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามไม่ควรจะรับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะการรับประทานเนื้อสัตว์จะทำให้ผลของเครื่องดื่มในการลดกลิ่นผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพลดลง

 

นอกจากจะช่วยในการป้องกันกลิ่นตัวแล้ว ดื่มเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแคโรทีนและวิตามินซีนี้ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณสวยงาม และช่วยชะลอความแก่ด้วย รสชาติของเครื่องดื่มอร่อยสดชื่นสามารถดื่มได้ง่ายค่ะ หากมีเวลาลองทำดูนะคะ    สล็อตเว็บตรง

BLOG

รู้หรือไม่? “แซลมอน” (サーモン) กับ “ชาเกะ” (鮭) ในความหมายของคนญี่ปุ่นไม่เหมือนกันนะ!

เพื่อน ๆ ทราบกันหรือไม่ว่า คันจิ “鮭” สามารถอ่านได้ 2 แบบ คือ ซาเกะ (Sake) และ ชาเกะ (Shake) ที่ทำให้เกิดการอ่านสองแบบเช่นนี้ก็เพราะ ชาวญี่ปุ่นที่ใช้ “สำเนียงเอโดะ” ออกเสียงอักษรญี่ปุ่นแถว Sa, Shi, Su, Se, So ไม่ชัด ทำให้ “鮭” ที่ควรอ่านว่า “ซาเกะ” (Sake) ถูกเรียกเพี้ยนเป็น “ชาเกะ” (Shake) นั่นเอง

สำเนียงเอโดะ หรือ ภาษาเอโดะ ถูกใช้อย่างแพร่หลายในยุคเอโดะบริเวณเขตกรุงโตเกียว ทำให้ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในพื้นที่ที่เคยใช้สำเนียงเอโดะในปัจจุบัน เช่น กรุงโตเกียว, จิบะ, ไซตามะ, กุนมะ และอิบารากิ อ่าน “鮭” ว่า “ชาเกะ” (Shake) มาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้ง ชาวญี่ปุ่นในแต่ละท้องถิ่นยังอ่าน “ซาเกะ” (Sake) และ “ชาเกะ” (Shake) แตกต่างกันออกไปด้วย โดยจากแบบสำรวจชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป จำนวน 1,000 คน พบว่ามีคนที่อ่าน “鮭” ว่า “ซาเกะ” (Sake) มีจำนวน 38.2% ส่วนชาวญี่ปุ่นที่อ่านว่า “ชาเกะ” (Shake) มีมากถึง 61.8% เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเรียกว่า ซาเกะ หรือ ชาเกะ ทั้งสองคำต่างก็มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า “ปลาแซลมอน” เช่นเดียวกัน แต่! เพื่อน ๆ ทราบกันไหมคะว่าคนญี่ปุ่นยังแบ่งวิธีการเรียกประเภทของปลาแซลมอนออกเป็น 2 แบบ คือ “แซลมอน” กับ “ชาเกะ” ด้วยนะ แต่เอ๊ะ! ทั้ง 2 คำก็แปลว่าปลาแซลมอนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? ทำไมคนญี่ปุ่นถึงแบ่งวิธีการเรียกประเภทปลาแซลมอนล่ะ? แล้ว ปลาแซลมอน กับ ปลาชาเกะ ในความหมายของคนญี่ปุ่นแตกต่างกันอย่างไร? ครั้งนี้เรามีคำตอบมาฝากเพื่อน ๆ กันค่ะ

“แซลมอน” (サーモン) กับ “ชาเกะ” (鮭) ไม่เหมือนกัน

ชาวญี่ปุ่นแบ่งวิธีการเรียกประเภทของปลาแซลมอนออกเป็น 2 แบบ ขึ้นอยู่กับ “วิธีการรับประทาน” กับ “วิธีการเลี้ยงปลา” ค่ะ เมื่อนำปลาแซลมอนไปปรุงสุกด้วยวิธีการต้มหรือย่าง จะเรียกว่า “ชาเกะ” ส่วนการรับประทานเนื้อปลาแซลมอนแบบดิบ ๆ เช่น เมนูซูชิหรือซาชิมิ จะเรียกว่า “แซลมอน” นอกจากนี้ คนญี่ปุ่นยังเรียกปลาแซลมอนที่เจริญเติบโตเองตามธรรมชาติว่า “ชาเกะ” และเรียกปลาแซลมอนที่ถูกเพาะเลี้ยงสำหรับเป็นอาหารว่า “แซลมอน” อีกด้วยค่ะ

โดยปลาแซลมอนที่เติบโตเองตามธรรมชาติจะกิน “เคย” หรือกุ้งขนาดเล็กเป็นอาหาร โดยกุ้งเคยนี้จะมีตัวปรสิตชื่อ พยาธิอะนิซาคิส (Anisakis) อยู่ เมื่อปลาแซลมอนกินกุ้งเคยเข้าไปจะเกิดเป็นกาฝากที่เนื้อแซลมอน ทำให้มนุษย์ที่รับประทานเนื้อปลาแซลมอนดิบที่เติบโตตามธรรมชาติเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ชาวญี่ปุ่นจึงรับประทานปลาแซลมอนที่เกิดตามธรรมชาติโดยการนำไปผ่านความร้อน เช่น การย่าง และการต้ม ส่วนปลาแซลมอนที่เพาะเลี้ยงสำหรับเป็นอาหารจะถูกเลี้ยงอาหารปลาชนิดเม็ดที่ปลอดภัยจากปรสิต จึงทำให้สามารถรับประทานแบบดิบ ๆ ได้

บุคคลที่ทำให้ปลาแซลมอนกลายเป็นที่แพร่หลายในญี่ปุ่น

ปลาแซลมอนเริ่มเป็นที่รับประทานแพร่หลายในญี่ปุ่นช่วงปี 1986 โดยบุคคลที่ทำให้ปลาแซลมอนกลายเป็นที่แพร่หลายในญี่ปุ่นคือ “Björn Eirik Olsen” ชายชาวนอร์เวย์ที่ทำงานเกี่ยวกับการประมงในญี่ปุ่น

เดิมทีประเทศนอร์เวย์มีชื่อเสียงด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงปลาเทราต์และปลาแซลมอนเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยมีการเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนมาตั้งแต่ปี 1970 จนค้นพบว่าปลาแซลมอนที่ถูกเพาะเลี้ยงเป็นอาหารสามารถรับประทานเนื้อดิบได้

 

แต่ในยุคนั้น ไม่มีชาวญี่ปุ่นคนไหนกล้าซื้อ “ปลาชาเกะ” (鮭) สำหรับทานแบบดิบ ๆ ของคุณ Olsen ไปรับประทานเลย เพราะยังกังวลเกี่ยวกับปรสิตในเนื้อปลาแซลมอนดิบที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ทำให้คุณ Olsen ปิ๊งไอเดียโดยการเปลี่ยนวิธีการเรียก “ปลาชาเกะ” (鮭) ให้เป็น “ปลาแซลมอน” (サーモン) แทน

นอกจากนี้ ในปี 1980 ยังเป็นยุคที่ “ร้านซูชิจานหมุน” กำลังเป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น เพราะมีเมนูหลากหลายที่สามารถรับประทานได้ในราคาย่อมเยา คุณ Olsen ก็เลยปิ๊งไอเดียในการขายปลาแซลมอนดิบอีกครั้ง ด้วยการนำแซลมอนไปเสนอขายในร้านซูชิจานหมุน จนทำให้ “ซูชิหน้าปลาแซลมอน” เป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ในร้านซูชิจานหมุนเลยทีเดียว

ปัจจุบัน แต่ละพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่นมีปลาแซลมอน “สายพันธุ์ประจำท้องถิ่น” ที่ถูกเพาะเลี้ยงไว้มากกว่า 80 สายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ “อุวะจิมะ มิคัง แซลมอน” จากจังหวัดเอะฮิเมะ ที่เพาะเลี้ยงแซลมอนด้วยอาหารปลาที่ผสมสารสกัดจากส้ม และพันธุ์ “บิวะ แซลมอน” จากจังหวัดชิกะ ที่ใช้เวลากว่า 15 ปีในการปรับปรุงสายพันธุ์ปลาแซลมอนได้สำเร็จ ซึ่งปลาแซลมอนสายพันธุ์ประจำท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีวิธีการเพาะเลี้ยงที่แตกต่างกัน จึงทำให้เนื้อปลามีสี รสสัมผัส และรสชาติที่แตกต่างกันด้วย ถ้าเพื่อน ๆ มีโอกาสได้รับประทานแซลมอนประจำท้องถิ่นญี่ปุ่น อย่าลืมลองเปรียบเทียบรสชาติความอร่อยดูนะคะ แล้วจะพบเสน่ห์และความแตกต่างของเนื้อปลาแซลมอนที่คุณอาจไม่เคยสังเกตมาก่อน!        สล็อตเว็บตรง

BLOG

เปิดประสบการณ์ พาไปกิน Sizzler ที่ญี่ปุ่น จะเหมือนที่ไทยมั้ยนะ!?

ถ้าเป็นคนไทย ไม่ว่าใครก็คงต้องรู้จักร้านอาหารฝรั่ง Sizzler แน่ๆ เพราะเป็นร้านที่จะต้องเคยไปกินอย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง อย่างที่รู้กันว่า Sizzler มีเมนูอร่อยมากมาย ทั้งสเต็กที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัวเนื้อหมูหรือซีฟู้ด และอีกจุดเด่นหนึ่งก็คือสลัดบาร์ที่มีให้เลือกกินกันอย่างเต็มที่ แถมยังมีของหวานและไอศกรีมปิดท้าย และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือขนมปังโทสต์ที่ไม่ว่าจะใครก็ต้องสั่ง

แต่ทุกคนรู้ไหมว่า ที่ญี่ปุ่นเองก็มีร้าน Sizzler เหมือนกันนะ แถมยังมีตั้ง 10 สาขา กระจายอยู่รอบโตเกียวกันเลยทีเดียว แต่จะต่างกับประเทศไทยที่ตรงไหน เราไปดูกันเลยดีกว่า

Welcome to Sizzler

ในวันนี้เราจะพาไปกิน Sizzler สาขาชินจูกุ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองชินจูกุเลยละ เมนูของญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นแบบ “วันธรรมดา (Weekday)” และ “วันหยุด (Weekend)” แล้วก็ยังแบ่งเป็น “อาหารกลางวัน (Lunch)” กับ “อาหารเย็น (Dinner)” อีกด้วย ซึ่งแน่นอนราคาก็จะแตกต่างกันออกไป ใครที่สนใจสามารถไปดูได้ที่ Menu นี้เลย

ยกตัวอย่างสำหรับคนที่อยากจะมากินสลัดเพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าไปวันหยุดละก็จะเป็นราคานี้เลย แต่ถ้าใครไปวันธรรมดาราคาจะถูกลงกว่านี้นิดหน่อย

หลังจากเราสั่งอาหารกันแล้ว พนักงานก็จะถามก่อนเลยว่า เราอยากจะรับขนมปังโทสต์ (ของโปรดของทุกคนกันกี่ชิ้นดี โดยเราก็บอกจำนวนที่ต้องการไปได้เลย ถ้าไม่พอก็สามารถขอเพิ่มได้จ้า

หลังจากนั้นเราก็ไปเริ่มตักสลัดบาร์กันเลยดีกว่า อิอิ หน้าตาก็จะเหมือนบ้านเราอยู่เหมือนกันหรือเปล่า?

เริ่มต้นโดยไปดูที่ซุปกันก่อนเลย วันนี้มี Corn Soup, Curry Chowder และ Chicken Tortilla Soup มีแครกเกอร์ให้กินกับซุปด้วยนะ

ไปต่อกันดีสลัด ซึ่งก็มีหลากหลายทั้งผักกาดแก้วสดๆ บล็อกโคลี่ มะเขีอเทศ ข้าวโพดอ่อน ไปจนถึงสาหร่ายหรือเต้าหู้ ก็มีให้เลือกกินด้วย และน้ำสลัดเองก็มีให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบฝรั่งอย่างซีซาร์สลัด หรือน้ำสลัดแบบญี่ปุ่นเองก็มีพร้อม นอกจากนี้ยังมีขนมปังอื่นๆ ให้เลือกกินได้อีกด้วย

พอเดินไปอีกฝั่งหนึ่งก็จะเจอกับสลัดอื่นๆ อย่างเช่น Tuna & Poteto Salad, Shrimp & Egg Couscous Salad และยำวุ้นเส้น (ที่บอกเลยว่ารสชาติอาจจะไม่ถูกปากคนไทยสักเท่าไหร่)

หลังจากที่ท้องเริ่มอิ่มนิดๆ ก็เดินเท้าต่อไปอาหารอื่นๆ ซี่งที่เราชอบมากคือ ที่นี่มีทาโก้ (Taco) และ นาโช (Nacho) ด้วย ซึ่งเราสามารถ Mix&Match ได้ตามใจชอบ นอกจากนั้นยังมีพาสต้ามีทซอสและข้าวแกงกระหรี่ให้เลือกทานอีกต่างหาก

พอเริ่มอิ่มมากขึ้นหรือเริ่มรู้สึกเลี่ยน ก็เปลี่ยนไปเลือกผลไม้มากินกันบ้าง หรือใครจะใคร่อยากไปหยิบของหวานก็ได้เลยเช่นกัน โดยของหวานส่วนใหญ่ก็จะเหมือนของบ้านเรา มีทั้งเยลลี่สีแดงและมูสช็อกโกแลต ซึ่งเราสามารถเอาไปผสมกับซอฟท์ครีมที่อยู่ข้างๆ กันได้อีกด้วย มีท็อปปิ้งอย่างคอนเฟล็ก เกล็ดช็อกโกแลต และซอสต่างๆ ให้เลือกได้ตามใจไปเลย

และแน่นอนว่าเครื่องดื่มเองก็ดื่มได้ไม่อั้นเช่นกัน โดยมีให้เลือกตั้งแต่กาแฟชนิดต่างๆ หรือถ้าใครไม่ดื่มกาแฟ ก็ยังมีชาหลากรสชาติให้เลือกดื่ม หรือถ้าใครไม่สนก็ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆ อีก เช่น คาลพิสโซดาและโค้ก เลือกดื่มกันได้ไม่อั้นไปเลยจ้า

 

ในวันที่เราไปกินนั้นเราได้ลองสั่งเมนูสเต็กด้วย เป็นสเต็กไก่ “Grill Chicken Thigh with Yuzu Pepper” คู่กับมันบด ไปดูหน้าตาของเมนูของเรากันเลยดีกว่า น่ากินมากกก

และนี่ก็คือสลัดบาร์ส่วนหนึ่งที่เราได้เลือกกินไป อิ่มตัวแตกกันไปเลยจ้า

ในเว็บไซต์ของ Sizzle เองก็มีบอกวิธีการกินสลัดบาร์ให้ด้วยละ อิอิ น่าสนใจ ซึ่งเราลองกินตามไปแล้ว แต่สุดท้ายก็เลือกกินตามใจชอบอยู่ดีฃ

สรุปแล้ว อาหารรสชาติอร่อย มีของกินให้เลือกเยอะ การบริการก็ดี นั่งชิวได้นานๆ

คราวหน้าใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่น แล้วแวะมาในโตเกียว แต่ไม่รู้จะกินอะไรละก็ ลองมาเปลี่ยนบรรยากาศมาลอง Sizzler ที่ประเทศญี่ปุ่นกันดูนะ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ใครที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติ่มสามารถเข้าไปดูในเว็บไซต์ของทาง Sizzler Japan ได้เลย มีภาษาอังกฤษด้วย ไม่ต้องกังวลไปจ้า        UFABET เว็บตรง

BLOG

เคล็ดลับ “ทานดึก” โดยไม่รู้สึกผิดฉบับคนญี่ปุ่น

ทำงานจนเลยเวลาข้าวเย็น พยายามห้ามใจเเค่ไหนก็ยังอยากจะทานของหวานอยู่ จึงเกิดการทานมากเกินไปโดยไม่ดูเวลาเพราะความเครียดที่สะสม ทั้งที่เหลือแค่ไปอาบน้ำและเข้านอนแต่ก็เกิดอยากอาหารขึ้นมา ใครรู้ตัวว่าเป็นแบบนี้ รีบตามมาดูเคล็ดลับกันเลยค่ะ!

Yoko Handa นักบำบัดลำไส้ชาวญี่ปุ่นผู้ใช้ชีวิตตามหลักแมคโครไบโอติกมากว่า 15 ปี และเป็นเจ้าของของร้านขนมออนไลน์ Sugashi ได้เผยเคล็ดลับการเลือกอาหารที่จะมาเติมเต็มทั้งร่างกายเเละจิตใจสำหรับช่วงเวลายามดึกดังนี้

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืน อวัยวะภายในร่างกายของเราจะเริ่มหยุดทำงานและเข้าสู่ช่วงพักผ่อน ฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นให้รู้สึกง่วงจะเพิ่มสูง ระบบประสาทซิมพาเทติกก็จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในการควบคุมจิตใจมากขึ้น กระเพาะอาหารเเละลำไส้จะเปลี่ยนหน้าที่จากย่อยอาหารในระหว่างวันเป็นดูดซึมสารอาหารแทน ร่างกายเเละสมองก็จะอ่อนล้า พอเอนตัวลงก็เหมือนกับว่าถูกรากยึดติดกับพื้นดินจนเริ่มขยับตัวลำบาก และเเล้วในช่วงเวลานั้นเองที่เราจะคิดขึ้นมาว่า ‘ทานอะไรดีนะ’

และเพราะเรารู้สึกผิดกับการทานมื้อดึก ก็เลยคิดว่าถ้าหากเป็นอาหารที่ดีต่อร่างกายก็น่าจะทานได้! คนญี่ปุ่นหลายคนเวลาหิวตอนดึกก็เลยเลือกทานข้าวกล้องคู่กับนัตโตะ หรือโซบะที่ดูเป็นอาหารสุขภาพ หรือไม่ก็พวกคินปิระโกโบ (เมนูผัดผักญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในหมวดของอาหารไดเอ็ท) บุก ถั่ว หรือผลไม้อบเเห้ง ซึ่งการทานอาหารจำพวกนี้ในระหว่างวันจะช่วยทำให้การย่อยช้าลง และช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงขึ้นเร็วเกินไป แต่ต้องใช้เวลาในการย่อยหลังจากรับประทานเข้าไปนาน การทานเป็นมื้อดึกจึงทำให้อาหารเหล่านี้ค้างอยู่ที่กระเพาะและลำไส้นานขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับร่างกายของเราก่อนนอน

อาหารที่ใช้เวลาในการย่อยนาน

ข้าวกล้อง / โซบะ / ข้าวโอ๊ต / บะหมี่ / แกงกะหรี่ / บุก / มันเทศ / รากโกโบ / เห็ด / ถั่วต้ม / นัตโตะ / อาหารที่มีโปรตีนปรุงสุกเช่นเนื้อสัตว์หรือปลา / ลูกชิ้นปลา / ปลาหมึกกล้วย / ปลาหมึกยักษ์ / ครีมสด / ช็อคโกแลต / โดนัท / ถั่ว / ผลไม้อบแห้ง ฯลฯ

น่าแปลกใช่ไหมคะที่อาหารดังกล่าวดูจะเป็นอาหารที่ “ดีต่อสุขภาพ” และ “มีแคลอรี่ต่ำ” ทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้นแล้วเราควรจะเลือกทานอะไรเป็นมื้อดึกดีล่ะ?

เกณฑ์ที่ใช้ในการเลือกคือต้องเลือกอาหารที่ไม่สร้างภาระให้ร่างกาย

การเลือกทานอาหารที่ใช้เวลาในการย่อยนานจะสร้างภาระเเก่ร่างกายและส่งผลต่อคุณภาพในการนอนหลับ ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และทำให้ไม่เมื่อตื่นเช้ามารู้สึกไม่สดชื่น

ลองมาดูกันแบบละเอียดๆ ว่าอาหารที่ใช้เวลาย่อยนานคืออะไรบ้าง

น้ำมัน / ไขมัน

อาหารประเภทน้ำมันพืชและไขมันทำให้อิ่มท้อง แต่จะใช้เวลาในการย่อยนาน การทานของทอดอย่างเช่นไก่ทอด เทมปุระ ราเมน ยากิโซบะ หรืออาหารที่มีไขมันอย่างบะหมี่ โดนัท ช็อกโกแลต ครีมสด ต่าง ๆ ก่อนนอนจะทำให้รู้สึกปวดท้องในเช้าวันรุ่งขึ้น

อาหารที่มีกากใย

โดยปรกติเเล้วอาหารประเภทนี้เป็นอาหารที่ร่างกายต้องการ แต่ไม่เหมาะกับการรับประทานในตอนกลางคืน เพราะอาหารเหล่านี้ ได้แก่ ข้าวกล้อง โซบะ ข้าวโอ๊ต เห็ดที่มีแคลอรี่ต่ำ และบุก ล้วนแต่ใช้เวลาในการย่อยนาน และควรระวังการทานถั่วหรือผลไม้อบแห้งมากเกินไปด้วย

อาหารที่มีโปรตีนปรุงสุกเช่นเนื้อสัตว์หรือปลา

เมื่ออาหารที่มีโปรตีนอย่างเนื้อสัตว์ ปลา หรือไข่ถูกความร้อนจะทำให้เกิดการเเข็งตัวและยากต่อการย่อย สำหรับเนื้อไก่จึงควรเลือกทานเป็นส่วนน่องหรืออก ส่วนปลานั้น โดยมากควรเลือกทานปลาเนื้อขาวกับซาชิมิจะดีกว่าการเลือกปลาครีบน้ำเงินหรือปลาเนื้อเเดง หากเป็นไข่ก็ควรปรุงให้สุกด้วยการลวกเพื่อให้สะดวกต่อการย่อย

แล้วเราควรทานอะไรเป็นมื้อดึกดีล่ะ?

สิ่งสำคัญคือการใส่ใจเรื่องของเวลาที่ใช้ย่อยในกระเพาะและลำไส้ ผักนั้นใช้เวลาอยู่ในกระเพาะไม่ถึง 30 นาที หากรวมระยะเวลาการย่อยเเล้วก็จะเป็น 2 ชั่วโมง ส่วนผลไม้นั้นใช้เวลาประมาณ 40 นาที ในทางกลับกันพวกข้าว ขนมปัง หรือเส้นพาสต้าที่เป็นแป้งนั้นใช้เวลาอยู่ในกระเพาะนานถึง 3-4 ชั่วโมง หากรวมการย่อยด้วยก็ใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมง ส่วนอาหารจำพวกเนื้อที่มีโปรตีนหรือปลาจะอยู่ในกระเพาะ 4-8 ชั่วโมง และหากรวมเวลาการย่อยจะใช้เวลากว่า 12-24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

จากนี้จะขอการเเนะนำอาหารเบาท้องย่อยง่ายนะคะ

 

หากต้องการทานเป็นมื้อหนัก แนะนำให้ทานเป็นข้าวต้มหรืออุด้ง

ข้าวต้มที่ไม่ใส่น้ำมัน ใช้ปริมาณข้าวน้อย และใส่ผักลวกเยอะหน่อย หากต้องการใส่ไข่แนะนำใช้เป็นไข่ลวก อาจจะใส่บ๊วยดองเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อย (กรณีที่ใช้ข้าวกล้องต้องต้มจนนิ่ม)

อิ่มท้องด้วยเต้าหู้ต้ม

โดยปรกติเเล้วถั่วจะเป็นอาหารที่ย่อยยาก เเต่เต้าหู้นั้นจะย่อยเร็ว โดยเฉพาะเต้าหู้คินุ (เต้าหู้เนื้อสัมผัสนิ่ม นิยมใส่ในซุปมิโสะ) เทียบกับเต้าหู้โมเมน (เต้าหู้ที่มีเนื้อสัมผัสเเข็งกว่า) เเล้วทั้งไขมัน ใยอาหาร และแคลอรี่จะต่ำกว่า เหมาะแก่การทานเป็นมื้อเย็น อีกทั้งการทานเต้าหู้ต้มร้อน ๆ ยังช่วยเติมความรู้สึกที่ดีให้กับเรามากกว่าเต้าหู้แช่เย็นด้วย ถ้าทานเป็นซุปมิโสะก็จะอยู่ท้องขึ้นเพราะมีส่วนประกอบของน้ำ หรืออาจเลือกใส่ต้นหอมกับขิงเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยด้วยก็ได้

ทานกล้วยหรือคุสึยุแทนของหวาน

กล้วยมีส่วนประกอบของแมกนีเซียม 20-30 มิลลิกรัม ซึ่งมีส่วนช่วยให้หลับสบายและลดฮอร์โมนความเครียด ทั้งยังมีส่วนประกอบของทริปโตเฟน กรดอะมิโนจำเป็นที่มีคุณสมบัติช่วยให้เราง่วงนอน และธาตุโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมการปวดปัสสาวะตอนกลางดึก กล้วยใช้เวลาในการย่อย 1-1 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อลองเทียบดูกับผลไม้ชนิดอื่น ๆ กล้วยจึงเป็นผลไม้ที่สามารถทานได้แม้ยามดึก ทั้งนี้แนะนำให้ทานเป็นกล้วยสุกเพื่อให้เป็นมิตรต่อระบบย่อยอาหาร

คุสึยุ (葛湯)

คุสึยุ เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากแป้งเท้ายายม่อม แพทย์แผนจีนใช้แป้งเท้ายายม่อมในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการเริ่มเป็นหวัด กระเพาะหรือลำไส้ไม่ปรกติ เนื่องด้วยสรรพคุณต่อระบบการย่อย การทานยาสมุนไพร Kakontou ที่มีส่วนของแป้งเท้ายายม่อมจึงเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย ช่วยดีท็อกซ์ ทำให้กระเพาะ ลำไส้ อวัยวะภายในเเข็งแรง และทำให้ร่างกายอบอุ่นพร้อมสำหรับการเข้านอน ทั้งนี้แนะนำให้ดื่มเป็นคุสึยุรสแอปเปิ้ล เพราะสามารถทำทานได้ง่ายและมีรสชาติอร่อย

สำหรับผู้ที่ใจเเข็งแนะนำให้เลือกทำ fasting อดอาหารไปเลย แต่ถ้าหากคิดว่ามันยากเกินไปก็ให้เลือกทานจากอาหารที่ย่อยง่ายและไม่เป็นภาระต่อร่างกาย ค่อย ๆ ลองปรับให้เหมาะสมกับตัวเรากันดูนะคะ    UFABET เว็บตรง

BLOG

แจกสูตรน้ำปั่นที่คุณหมอชาวญี่ปุ่นแนะนำว่าช่วยลดน้ำหนักได้ดี

คุณหมอชาวญี่ปุ่นได้กล่าวไว้ว่าการลดน้ำหนักที่ดีนั้นควรเริ่มต้นจากการดูแลลำไส้ให้สะอาด หากลำไส้ไม่สะอาดของเสียจากอาหารที่คั่งค้างและจากระบบเผาผลาญพลังงานจะถูกดูดซึ่งเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เลือดหนืดข้น และทำให้เกิดการสะสมของไขมันชั้นใต้ผิวและอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย การดูแลลำไส้ให้ดีนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่ป่วยง่ายแล้ว ก็มีผลในการเสริมให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดี ส่งผลให้ผิวพรรณดีและไม่อ้วนง่าย มาดูสูตรน้ำปั่นที่คุณหมอชาวญี่ปุ่นแนะนำให้ดื่มเพื่อทำให้ลำไส้สะอาดและส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักกันค่ะ

น้ำปั่นดีต่อการลดน้ำหนักอย่างไร

การดูแลสุขภาพลำไส้โดยการดื่มน้ำปั่นมีข้อดีคือ สามารถนำผักหรือผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารมาปั่นรวมกันและดื่มได้ง่ายในทุกๆ วัน การปั่นจนละเอียดทำให้ร่างกายย่อยและดูดซึมสารอาหารสำคัญจากผักและผลไม้ได้ง่าย ไม่เป็นภาระของกระเพาะอาหาร ช่วยเสริมให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดี และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติ

สุดยอดผักและผลไม้ที่ทำให้ลำไส้สะอาด 

นอกจากอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารแล้ว ผักและผลไม้ดังต่อไปนี้ได้ชื่อว่ามีคุณสมบัติเป็นเลิศในการทำให้ลำไส้สะอาดและสิ่งแวดล้อมในลำไส้ดี ได้แก่ แอปเปิ้ล ซึ่งอุดมไปด้วยเพกตินที่ช่วยปรับสภาพแวดล้อมของลำไส้ให้ดี กล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและน้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ ช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ และช่วยป้องกันอาการท้องผูก และกะหล่ำปลี ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน U ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหารขึ้นมาใหม่ ช่วยรักษาแผลที่เกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อบุของกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น อีกทั้งกะหล่ำปลีดิบยังอุดมไปด้วยเอนไซม์อะไมเลสซึ่งช่วยย่อยอาหารประเภทแป้งให้เป็นน้ำตาล

สูตรน้ำปั่นเพื่อทำให้ลำไส้สะอาด

สูตรที่ 1 แอปเปิ้ล กล้วยและกะหล่ำปลีปั่น (พลังงาน 174 กิโลแคลอรี่)

วัตถุดิบ

  • แอปเปิ้ล 1/2 ผล
  • กล้วย 1 ผล
  • กะหล่ำปลี 1 ใบ
  • น้ำ 1/4 แก้ว

วิธีทำ

1. นำใบกะหล่ำปลีมาล้างให้สะอาด ใช้มือฉีกให้เป็นชิ้นขนาดเล็ก และใส่ลงไปในเครื่องปั่น

2. ล้างแอปเปิ้ลให้สะอาด หั่นเอาแกนกลางออก ใช้มีดหั่นให้เป็นชิ้นพอคำ และใส่ลงไปในเครื่องปั่น

3. ปอกกล้วยและหักเป็นชิ้นพอคำ นำใส่ไปในเครื่องปั่น แล้วเติมน้ำลงไป

4. ปิดฝาเครื่องปั่นและปั่นจนส่วนผสมแหลกเข้ากันได้ดี แล้วจึงนำมารินใส่แก้ว

สูตรที่ 2 แอปเปิ้ล แครอทและน้ำส้มปั่น (พลังงาน 112 กิโลแคลอรี่)

วัตถุดิบ

  • แอปเปิ้ล 1/2 ผล (ล้างให้สะอาด หั่นเอาแกนกลางออก ใช้มีดหั่นให้เป็นชิ้นพอคำ)
  • แครอท 1/3 หัว (ปอกเปลือกและหั่นให้มีขนาดพอคำ)
  • ส้ม 1/2 ผล
  • น้ำ 1/4 ถ้วย

สูตรที่ 3 กล้วย สตรอร์เบอร์รี่และน้ำมะนาวเหลืองปั่น (พลังงาน 115 กิโลแคลอรี่)

วัตถุดิบ

  • กล้วย 1 ผล (ปอกเปลือกและหักเป็นชิ้นพอคำ)
  • สตรอร์เบอร์รี่ 5 ผล
  • น้ำมะนาวเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ

สูตรที่ 4 กล้วย กีวี่และโยเกิร์ตปั่น (พลังงาน 193 กิโลแคลอรี่)

วัตถุดิบ

  • กล้วย 1 ผล (ปอกเปลือกและหักเป็นชิ้นพอคำ)
  • กีวี่ 1 ผล (ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นพอคำ)
  • โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย

สูตรที่ 5 กะหล่ำปลี มะม่วงและโยเกิร์ตปั่น (พลังงาน 149 กิโลแคลอรี่)

วัตถุดิบ

  • กะหล่ำปลี 1 ใบ (ล้างให้สะอาดและใช้มือฉีกให้เป็นชิ้นขนาดเล็ก)
  • มะม่วง 1/2 ผล (ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นพอคำ)
  • โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย

เวลาที่ดีในการดื่มน้ำปั่นเพื่อให้สุขภาพลำไส้ดีและส่งผลในการลดน้ำหนัก

ดื่มตอนเย็น

การดื่มน้ำปั่นในช่วงเวลาที่คนเรารู้สึกผ่อนคลายที่สุด คือ หลังอาหารมื้อเย็นและหลังการแช่น้ำอุ่น จะเสริมให้ระบบประสาทอัตโนมัติที่เกี่ยวกับการผ่อนคลาย คือ ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกทำงานเด่นเพิ่มขึ้น ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดี และส่งผลดีต่อระบบการเผาผลาญพลังงานและระบบขับถ่าย

ใช้วัตถุดิบ 2-3  ชนิด

วัตถุดิบ 2-3 ชนิด นอกจากจะให้เส้นใยอาหารและสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายแล้ว ก็จะทำให้น้ำปั่นที่ได้มีรสชาติอร่อยและง่ายที่จะดื่มติดต่อกันในระยะยาว

ดื่มในปริมาณ 200-300 มิลลิลิตร

การดื่มในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้ร่างกายรับพลังงานเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป หากผลไม้ที่ใช้มีรสหวานมากก็ควรดื่มครั้งละ 100-200 มิลลิลิตร

 

หากอยู่ในช่วงที่กำลังอยากลดน้ำหนักแต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ก็ขอแนะนำน้ำปั่นสูตรต่างๆ ข้างต้น ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและควบคุมอาหารค่ะ

สรุปเนื้อหาจากหนังสือ:「美腸ジュース」ダイエット(ลดน้ำหนักด้วยน้ำปั่นที่ทำให้ลำไส้สวยสะอาด)      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

BLOG

7 ร้านดังโงะน่ารักต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ ใครล่ะจะอดใจไหว!

ดังโงะ ขนมพื้นบ้านญี่ปุ่นยอดนิยมและเป็นที่ชื่นชอบทั้งคนญี่ปุ่นและต่างชาติ ลูกกลมเหนียวหนึบ มีหลายแบบหลายรสชาติ แถมยังสามารถหาทานได้ง่ายตลอดทั้งปี มีใครชอบทานดังโงะบ้างไหมคะ เขาว่ากันว่าความอร่อยของดังโงะจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลด้วยนะ! ไหน ๆ ที่ญี่ปุ่นก็ใกล้เข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว เรามาดูร้านดังโงะที่น่าสนใจจากหลาย ๆ ร้านทั่วประเทศญี่ปุ่นกันดีกว่า ว่ามีร้านไหนน่าไปตำบ้าง

Kuraya / Aichi

 

 

ร้านแรกคือ Kuraya ตั้งอยู่ที่ Showa Alley ใน Inuyama Castle Town เป็นร้านเทปันยากิที่ขายอาหารจำพวกยากิโซบะ แต่ตั้งแต่ปี 2016 ทางร้านได้วางขายดังโงะในชื่อ Koi Komachi Dango และได้รับความสนใจมากจนกลายเป็นร้านขึ้นชื่อประจำเมืองอินุยามะ ดังโงะของร้านนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในโซเชียล ด้วยสีสันสดใสแสนน่ารัก มีรสชาติที่หลากหลายตั้งแต่ถั่วแดงไปจนถึงน้ำผึ้งมะนาว เดินเล่นชมเมืองเก่าพร้อมดังโงะน่ารัก ๆ ถ่ายรูปลงโซเชียล ฟีลกู๊ดมาก ๆ

Wakana / Kyoto

 

 

ร้านต่อมาคือ Wakana คาเฟ่ที่มีทั้งดังโงะและน้ำแข็งไสคาคิโกริ ตั้งอยู่ใกล้ศาลเจ้า Yasaka สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคนต่างชาติ สามารถแวะไปทานได้อย่างสะดวกสบาย มีดังโงะให้เลือกมากมายหลายแบบ แต่จะขอแนะนำเป็นพิเศษคือเซต IRO-MOCHI- ดังโงะสุดน่ารัก 6 ไม้ 6 รสชาติที่ใช้เทคนิคเอสพูม่า ทำให้ได้รสสัมผัสนุ่มนวลแปลกใหม่

Yagoto no Dango ya san / Aichi

 

 

ร้านต่อมาคือ Yagoto no Dango ya san เป็นร้านดังโงะที่อยู่ติดกับสุสานยาโกโตะ! ถึงแม้จะรู้สึกว่าน่ากลัว แต่พอเห็นดังโงะแล้วก็จะใจชื้นขึ้นมาแน่นอน เพราะดังโงะของร้านนี้จะย่างทีละไม้อย่างประณีต ทั้งยังจัดเสิร์ฟมาแบบหรูหราสวยงามมาก ทำให้มีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนเป็นจำนวนมากทุกวัน เมนูแนะนำคือเซตดังโงะยะซัง ที่รวมดังโงะ 6 รสชาติ ทั้งคินาโกะ งาดำ อุเมะอัน (บ๊วยผสมถั่วขาว) มัทฉะอัน (ชาเขียวผสมถั่วขาว) ซอสหวาน และโชยุ เป็นเซตดังโงะแสนสวยที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องถ่ายรูปก่อนทาน

Aiaian / Kumamoto

 

 

ร้านต่อมาคือ Aiaian ร้านนี้จำหน่ายดังโงะมากมายหลายแบบหลายรสชาติราว 20 แบบ! ตั้งแต่แบบดั้งเดิมไปจนถึงรสแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่ไม่คิดเลยว่าจะเข้ากับดังโงะ มีรสชาติทั้งแบบญี่ปุ่นไปจนถึงรสชาติสไตล์ตะวันตก ทั้งทีรามิสุ คัสตาร์ด ช็อกโกแลต เบอร์รี และอีกมากมาย ใส่ท้อปปิ้งมาอย่างน่ารัก เหมาะมากสำหรับเป็นของขวัญหรือของฝาก

Sakura no Yumemiya / Kanagawa

 

ร้านต่อมาคือ Sakura no Yumemiya ตั้งอยู่ในคามาคุระซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม แถมยังเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการดื่มมัทฉะในญี่ปุ่นอีกด้วย ร้านนี้ได้ดัดแปลงรสชาติแบบคามาคุระให้มาเป็นสไตล์ของตนเอง และเปิดสาขาย่อยในต่างประเทศ สามารถซื้อดังโงะประเภทต่าง ๆ ได้มากมาย มีตั้งแต่มิตาราชิดังโงะแบบดั้งเดิม มัทฉะ และเมนูตามฤดูกาลอย่างสตรอว์เบอร์รี พีช สีสันก็น่าดึงดูดไม่แพ้ร้านอื่นเลย

Japanese Ice Ouca / Kyoto

 

 

ร้านต่อมาคือ Japanese Ice Ouca ร้านขายไอศกรีมที่มีแต่ไอศกรีมรสชาติสไตล์ญี่ปุ่นโดยเฉพาะ เช่น ถั่วแดง คินาโกะ ซากุระถั่วแดง แต่ก็มีเมนูดังโงะที่ไม่ธรรมดา ก็คือดังโงะไอซ์ ดังโงะ 2 ไม้พร้อมไอศกรีมเย็นชื่นใจโปะทับข้างบน กลายเป็นของหวานที่ดูโดดเด่นเหมาะแก่การถ่ายรูปลงโซเชียลเป็นที่สุด สามารถเลือกไอศกรีมสไตล์ญี่ปุ่นรสไหนก็ได้ที่ชอบ หวาน ๆ เย็น ๆ นุ่นหนึบหนับ ไม่อยากแบ่งใครเลยทีเดียว

eX cafe / Kyoto

 

 

ร้านสุดท้ายคือ eX cafe เป็นการรีโนเวทบ้านแบบเก่าให้กลายเป็นคาเฟ่ที่แสนอบอุ่นสไตล์โฮมมี่ เป็นที่นิยมในฐานะคาเฟ่ขนมญี่ปุ่นแบบโบราณ แถมดังโงะที่นี่ยังจัดเสิร์ฟได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือเซตโฮคุโฮคุดังโงะ มาพร้อมเตาถ่านขนาดเล็กน่ารักที่ให้เราได้ย่างดังโงะด้วยตัวเอง ย่างเสร็จก็ทานได้ทันทีที่ยังอุ่น ๆ สนุกด้วยอร่อยด้วย ยิ่งคู่กับมัทฉะคือเริด        UFABET เว็บตรง

BLOG

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “นากาโนะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

จังหวัดนากาโนะ ตั้งอยู่ตอนกลางของเกาะฮอนชู เจ้าของฉายาหลังคาแห่งญี่ปุ่น เนื่องจากถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูงถึง 3,000 เมตร อีกทั้งจังหวัดนากาโนะยังเป็นเจ้าภาพในการจัดโอลิมปิกและพาราลิมปิคฤดูหนาวในปี 1998 นอกจากนี้เพื่อนๆยังสามารถชมเทือกเขาแอลป์ยี่ปุ่นได้อีกด้วย !? สำหรับเพื่อนๆที่ชื่นชอบหิมะ หรือการเล่นกีฬาฤดูหนาว อย่างสโนว์บอร์ด และสกี รับรองว่าที่นากาโนะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน ! ถ้าพร้อมแล้วละก็ไปชมสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอื่นๆพร้อมๆกันเลย !

1. ปราสาทมัตสึโมโตะ (松本城)

ปราสาทมัตสึโมโตะ หรือที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า ปราสาทอีกา เนื่องจากมีหอคอยและป้อมปืนเชื่อมต่อกับโครงสร้างอาคารหลักที่เป็นสีดำคล้ายกับอีกา จึงให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และสุขุม ถือเป็นปราสาทที่ได้รับการขนานนามว่าสวยที่สุดอันดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่นด้วย ภายนอกปราสาทจะมีแอ่งน้ำตื้นล้อมรอบ พร้อมทั้งนิทรรศการรวบรวมภาพปราสาทจากทั่วญี่ปุ่น ให้เพื่อนๆ ได้ดูว่าแต่ละปราสาทมีที่ลักษณะอย่างไร ส่วนภายในปราสาทจะมีทั้งหมด 6 ชั้น ตัวอาคารทำจากไม้ทั้งหมด แต่ละชั้นจะใช้เป็นที่เก็บอาวุธต่างๆ ชุดเกราะซามูไร ศิลปะ ภาพเขียน เครื่องปั้นดินเผาโบราณต่างๆ ส่วนชั้นบนสุดจะเป็นจุดชมวิว 4 ทิศ พร้อมรูปถ่ายสมัยก่อน ให้เพื่อนๆได้เปรียบเทียบกับทิวทัศน์ปัจจุบัน ส่วนช่วงฤดูใบไม้ผลิที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดชมดอกซากุระยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งด้วยนะ

ปราสาทมัตสึโมโตะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 8.30-17.00 น. ปิดทำการช่วงวันหยุดสิ้นปี วิธีการเดินทางจากสถานี JR Matsumoto เดินไปประมาณ 15 นาที หรือนั่งรถบัส Town Sneaker Northern course bus loop line ประมาณ 5 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม matsumoto castle

2.อุทยานลิงหิมะจิโกกุดานิ (地獄谷野猿公苑)

การแช่ออนเซ็นถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่น ที่แม้แต่ลิงก็ยังได้รับอิทธิพลนี้ไปด้วย เพราะที่จิโกกุดานิ ตั้งอยู่บริเวณกลางหุบเขาจิโกคุดานิที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นมาก อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยของฝูงลิงภูเขากว่า 200 ตัว และเนื่องจากใกล้ๆมีบ่อน้ำพุร้อนชิบุยุดานากะ ที่นี่จึงเปรียบเหมือนสวรรค์ของลิงภูเขาเหล่านี้ ซึ่งมักจะลงมาแช่น้ำคลายความหนาว เพื่อนๆจึงสามารถสังเกตพฤติกรรมของเจ้าลิงเหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าที่อันมีผ่อนคลายยามลงแช่น้ำพุร้อน หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้ลิงที่นี่จะมีความคุ้นเคยกับมนุษย์ แต่ห้ามเพื่อนๆสัมผัส หรือให้อาหารโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะถูกทำร้ายเอาได้นะ  จะว่าไปแล้วพอเห็นเจ้าลิงพวกนี้แช่ออนเซ็นอย่างสบายใจเราก็อยากจะแช่บ้างเนอะ

อุทยานลิงหิมะจิโกกุดานิเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30-17.00 น. เสียค่าเข้าชม 500 เยน วิธีเดินทางจากสถานี Yudanaka นั่งรถบัสไปยัง Kanbayashi Onsen หรือสถานี Nagano โดยรถบัส Yudanaka-Kanbayashi จะจอดที่ป้าย Kanbayashi Onsen แต่บัสสายอื่นๆจะจอดที่ป้าย Kanbayashi Onsen-guchi แล้วเดินต่ออีกนิดนึงก็ถึงค่ะ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม  jigokudani

3.คารุอิซาว่า (軽井沢町)

ถ้าพูดถึงเมืองรีสอร์ท ก็คงหนีไม่พ้นคารุอิซาว่าเมืองรีสอร์ทยอดนิยมของเหล่าผู้คนที่มักจะหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ มาพักผ่อนท่ามกลางภูเขาอาซามะที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือคารุอิซาว่า นอกจากธรรมชาติของป่าเขา และน้ำตกชิราโตะที่ล้อมรอบคารุอิซาว่าแห่งนี้แล้ว เพื่อนๆยังสามารถเดินเล่นช้อปปิ้งที่เอาท์เล็ท หรือเลือกซื้อสินค้าตามร้านค้าข้างทาง ร่วมทำกิจกรรมการเป่าแก้ว รวมถึงยังมีที่พักหรูๆ อย่างบ้านพักต่างอากาศสไตล์ตะวันตก รีสอร์ทวิวสวยๆ ให้เพื่อนๆได้เลือกใช้บริการอีกด้วย แถมยังสามารถปั่นจักรยานกินลมชมวิวบรรยากาศโดยรอบ เช่น สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างโบสถ์เชาแมมโมเรียล โบสถ์เซนต์ปอลคาธอลิค โรงแรมมิคาซ่า แหล่งช้อปปิ้งในฮารุนิเระ เทอเรสส์ ที่รวบรวมสินค้าแบรนด์ดังต่างๆเอาไว้มากมาย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ลิตเติ้ลกินซ่าแห่งนากาโนะ

วิธีเดินทางจากโตเกียว เพื่อนๆสามารถไปถึงคารุอิซาว่าได้ด้วยรถไฟหัวกระสุน โฮคุริคุชิงกังเซน ใช้เวลาประมาณ 75 นาทีค่ะ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม karuizawa

4.ฮาคุบะ (白馬)

ใครชอบเล่นกีฬาฤดูหนาวละก็ฮาคุบะคือสวรรค์ของคุณเลยละ ! เพราะที่นี่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น ด้วยพื้นที่อันกว้างขวางจึงเป็นที่ตั้งของเหล่าสกีรีสอร์ทขนาดใหญ่ และลานสกีอีกกว่า 7 ลาน ในปี 1998 ที่นี่ยังเป็นสถานที่จัดโอลิมปิกอีกด้วย เพื่อนๆสามารถสนุกสนานกับลานสกีอันกว้างขวาง ลานสกีกระโดด พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์หมู่บ้านโอลิมปิกฮาคุบะ แม้แต่ผู้ที่เริ่มหัดเล่นไปจนถึงระดับโปรก็สามารถท้าทายความสามารถของตนเองไปกับลานสกีแห่งนี้ได้ นอกจากนี้เพื่อนๆยังสามารถรับประทานอาหารที่สกีบาร์ Apres Ski ได้ด้วย หากเหนื่อยๆจากการเล่นสกีก็แวะพักผ่อนที่สกีรีสอร์ท ซึ่งมีบริการที่พัก และออนเซ็น รวมถึงร้านอาหารต่างๆ ให้เพื่อนๆได้ลิ้มลองกันด้วย สำหรับฤดูกาลเล่นสกีจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม-ต้นเดือนพฤษภาคมค่ะ

สกีรีสอร์ทที่ฮาคุบะกว่า 12 แห่งได้ร่วมมือกันทำแพ็คเก็จ Hakuba Valley Ticket ตั๋วส่วนลดสำหรับการเล่นสกี เช่น ตั๋ว 1 วัน 2 ใบ ต้องใช้ภายใน 3 วัน วิธีเดินทางจากสถานี Nagano ต่อ express bus ไปยัง Hakuba ได้เลย

 

ข้อมูลเพิ่มเติม hakubavalley

5.คามิโคจิ (上高地)

คามิโคจิ หรือมงกุฎอัญมณี เป็นจุดชมทิวทัศน์อันสวยงามที่สุด ซึ่งมีฉากหลังเป็นเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น และแม่น้ำอาซุสะสีเขียวมรกต นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักเดินป่า มีระยะทางยาวกว่า 15 กิโลเมตร โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่สระน้ำไทโชไปยังสะพานเมียวจินสะพาน แม้แต่เพื่อนๆที่ไม่มีประสบการณ์ในการเดินป่าก็สามารถเดินได้ ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงในการถึงจุดหมาย สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะเหมาะสมในการเดินป่ามากที่สุด คือ ประมาณกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกันยายน ระหว่างทางเพื่อนๆจะได้เพลิดเพลินไปกับธรรมชาติโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขา สัตว์ป่าหายากบางชนิด และความสวยงามของเหล่าใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้บริเวณคามิโคจิยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆให้เพื่อนๆได้แวะชมกันด้วย อย่างสระน้ำทาชิ โรงแรมคามิโกจิอิมพีเรียล อนุสาวรีย์เวสต์ตัน และสะพานคัปปาบาชิโระ ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของคามิโคจิ นอกจากนี้ยังมีพนักงานคอยให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ สัตว์ป่า และพันธุ์ไม้ของที่นี่ด้วย

คามิโคจิเปิดบริการตั้งแต่กลางเดือนเมษายนจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ปิดให้บริการในช่วงฤดูหนาว ค่าเข้าชมจะเสียเป็นจุดๆแล้วแต่แหล่งท่องเที่ยวนั้นๆค่ะ การเข้าชม วิธีการเดินทางจากสถานี Matsumoto Station นั่งรถไฟ Matsumoto Electric Railway ไปลงที่ Shin-Shimashima Station แล้วต่อรถบัสไปยัง Kamikochi

ข้อมูลเพิ่มเติม kamikochi

6.ศาลเจ้าโทงาคุชิ (戸隠神社)

ศาลเจ้าโทงาคุชิ เป็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขาใจกลางเมืองนากาโนะ เรียกได้ว่าเป็นป่าสงวนที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาส่องนก และชมความงามของดอกไม้ ตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วยต้นสนซีดาร์ที่ตั้งสูงตระหง่าน ทำให้เรารู้สึกได้ถึงพลังธรรมชาติ เสมือนข้ามมาอีกโลกหนึ่งเลยละค่ะ จึงไม่แปลกที่ที่นี่จะกลายเป็นศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงที่นี่เพื่อนๆจะพบกับ Togakushi Hokosha ศาลเจ้าแรก หากเดินขึ้นบันไดหินไปอีกจะเป็นที่ตั้งของTogakushi Chusha รวมถึงร้านอาหาร อีกทั้งยังสามารถพักผ่อนชมน้ำตก และต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อายุกว่า 800 ปี สำหรับเส้นทางในการขึ้นไปชม Togakushi Okushairiguchi ด้านบน คือเส้นทางคางามิอิเกะ ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่มีทัศนียภาพสวยงามมากที่สุด เชื่อกันว่าศาลเจ้า Togakushi Okushairiguchi เป็นที่ตั้งของประตูหินในตำนานเทพธิดาแห่งพระอาทิตย์ และยังเป็นที่สำหรับจัดการแสดงเต้นรำอีกด้วย

สำหรับที่นี่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย วิธีเดินทางจากสถานี Nagano นั่งรถบัสเบอร์ 70 หรือ 71 ซึ่งเพื่อนๆสามารถลงได้ทั้งสามศาลเจ้าเลยค่ะ โดยป้ายแรกจะเริ่มที่ Togakushi Hokosha, Togakushi Chusha เรื่อยมาจนถึงTogakushi Okushairiguchi ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม togakushi-jinja

7.วัดเซนโคจิ (善光寺)

วัดเซนโคจิ ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ในปี 1707 เป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญ เพราะเป็นวัดพุทธแห่งแรก อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์แรกที่เข้ามายังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพระพุทธรูปของจริงจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกๆ 6 ปี โดยรอบถัดไปจะเป็นปี 2021 นั่นเอง นอกจากนี้ภายในวัด เพื่อนๆยังสามารถเดินชมความสวยงามของห้องโถงกลาง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปต่างๆ รวมถึงห้องใต้ดินที่มืดสนิท ที่เวลาเดินต้องใช้มือคลำหาทางจนกว่าเจอห่วงประตู โดยเชื่อกันว่าหากใครหาห่วงประตูเจอจะพบแต่สิ่งที่ดีๆ เสมือนเจอแสงสว่างนำทางในชีวิต ส่วนด้านหลังของห้องโถงกลาง มีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของวัดเซนโคจิ ที่จัดแสดงรูปปั้นแกะสลักพระพุทธรูป และสาวกราคัง หลังจากเข้าไปสักการะไหว้พระกันเสร็จแล้ว เพื่อนๆสามารถแวะช้อปปิ้งที่ถนนนากามิเสะ บริเวณถนนหน้าซุ้มประตู ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านอาหาร ร้ายขายขนมและของที่ระลึกต่างๆ

วัดเซนโคจิเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. เสียค่าเข้าชม 500 เยน ซึ่งสามารถชมได้ในส่วนของห้องโถงกลาง (ห้องภายใน, ห้องใต้ดิน และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์) วิธีการเดินทางจากสถานีรถไฟ JR Nagano นั่งรถบัสไปประมาณ 10 นาที หรือจากสถานีรถไฟใต้ดิน Nagaden Nagano ไปลงที่สถานี Zenkojishita จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 5-10 นาทีค่ะ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม zenkoji

 

8.ย่านเมืองเก่านาราอิ (奈良井宿)

เมืองนาราอิ เป็นย่านเมืองเก่าตั้งแต่สมัยเอโดะ ในสมัยก่อนถูกใช้เป็นเส้นทางนากะเซนโดะสำหรับผู้คนที่ต้องการเดินทางสัญจรระหว่างเกียวโตและโตเกียว ถือเป็นหมู่บ้านที่คึกคักและรุ่งเรืองที่สุดในหุบเขาคิโซะ จากฉายาพันเรือนแห่งนาราอิ เพื่อนๆจึงสามารถเดินเล่มชมบ้านเรือนดั้งเดิมสไตล์ญี่ปุ่นโบราณที่สร้างเรียงรายติดกันยาวกว่า 1 กิโลเมตร และยังคงถูกอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพดี บ้านบางหลังก็เปิดให้เข้าชม บางหลังก็เป็นโฮมสเตย์ ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร บางหลังก็ตกแต่งสวยงามเหมาะแก่เดินเล่นถ่ายรูป โดยเฉพาะสะพานคิโซะโอฮาชิ ที่ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่นด้วยนะ ใครชอบเดินเล่นชมบรรยากาศเก่าๆละก็ที่นี่เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ห้ามพลาดเลยละ

วิธีเดินทางจากสถานี Kiso-Fukushima นั่งรถไฟสาย JR Chuo แล้วลงที่สถานี Narai หรือจาก Nagoya นั่งรถไฟ limited express ไปลงที่ Nagano แล้วเปลี่ยนเป็น local train ที่สถานี Shiojiri หรือ Kiso-Fukushima

 

ข้อมูลเพิ่มเติม naraijuku

9.บ้านท่านโฮคุไซ (一般財団法人 北斎館)

เอาใจคนชอบศิลปะ มาเดินเล่นชมผลงานศิลปะของท่านโฮคุไซ ที่เมืองโอบุเสะ ศิลปินชื่อดังผู้สร้างสรรค์ผลงานมีชื่อเสียงมากมาย สำหรับใครที่อยากปลีกตัวออกจากเมืองที่คนพลุกพล่าน บ้านพักท่านโฮคุไซที่เปรียบเสมือนหอรำลึกแห่งนี้ มีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างแท้จริง เดินอ้อมไปข้างหลังจะเป็นเส้นทางเกาลัดที่เชื่อมต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ของท่านโฮคุไซ ภายในพิพิธภัณฑ์เพื่อนๆสามารถชมผลงานของท่านโฮคุไซ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย อย่างภูเขาไฟฟูจิจาก 36 มุมมอง ถือเป็นผลงานภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีชื่อเสียงมากๆ นอกจากนี้ที่เมืองโอบุเสะ ยังได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเมืองแห่งเกาลัด เพราะเพื่อนๆจะได้กลิ่นเกาลัดคั่วสดๆหอมฟุ้งไปทั่วทั้งเมือง อีกทั้งยังมีสินค้าเกี่ยวกับเกาลัดขายทั่วเมืองด้วย ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมเกาลัด เกาลัดคั่ว รับรองว่ารสชาติหวานมัน ถูกใจเพื่อนๆแน่นอนค่ะ

บ้านท่านโฮคุไซเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ปิดทำการช่วงวันหยุดปีใหม่ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 1,000 เยน เด็ก 700 เยน วิธีเดินทางจากสถานี Nagano (JR) ให้เปลี่ยนรถไฟเป็นสาย Nagano Dentetsu Line (สายสีแดง) ซึ่งเป็นสาย Local เพื่อไปยัง สถานี Obuse ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีค่ะ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม  hokusai-kan

10.ชิราโฮเนะออนเซ็น (白骨温泉)

บริเวณทิศเหนือของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น เป็นที่ตั้งของเหล่าที่พักและเรียวกังมากมาย อย่างหมู่บ้านชิราโฮเนะ หนึ่งในออนเซ็นเล็กๆที่ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำยูกาว่า ทว่าออนเซ็นชิราโฮเนะแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 400 ปี ตามความเชื่อที่ว่าสามารถช่วยรักษาโรคได้ ตามความหมายของชื่อ คือ ชิโระ สีขาว และโฮเนะ กระดูก เนื่องมาจากน้ำแร่ที่นี่เป็นสีขาว เพราะมีส่วนผสมของแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง จึงเชื่อกันว่าหากดื่มน้ำที่ออนเซ็นแห่งนี้จะสามารถช่วยบรรเทาโรคทางเดินอาหารได้ นอกจากเพื่อนๆจะได้นอนแช่ออนเซ็นให้ร่างกายผ่อนคลายแล้ว ยังสามารถเพลินกับธรรมชาติโดยรอบอย่างภูเขาโนริกุระที่ตั้งเด่นเป็นฉากหลังอีกด้วย สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการแช่ออนเซ็นอย่างเดียว ที่อาวาโนยุเรียวกังและห้องอาบน้ำสาธารณะชิราโฮเนะ ได้เปิดห้องอาบน้ำให้นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ค้างคืนใช้บริการด้วย

วิธีเดินทางจาก Matsumoto นั่งสาย Matsumoto Electric Railway ไปลงที่สถานี Shin-Shimashima แล้วเปลี่ยนไปนั่ง Alpico bus เพื่อมุ่งไปยัง Shirahone Onsen

 

ข้อมูลเพิ่มเติม shirahone

จังหวัดนากาโนะตั้งอยู่ใกล้กับโตเกียวมาก ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 ชม. เพื่อนๆก็สามารถหลีกหนีจากความวุ่นวายมาสัมผัสกับธรรมชาติได้แล้ว ยิ่งช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวจะเยอะมากๆเลยละ เพราะจังหวัดนากาโนะมีสภาพความกดอากาศต่ำ ที่นี่จึงมีหิมะตกหนักตลอดปี ดังนั้นเมื่อมาถึงที่นี่แล้วอย่าพลาดมาเล่นกีฬาฤดูหนาวเชียว !    สล็อตเว็บตรง